บทที่ 3 โอมหลงกู เลียกู 3
โอมหลงกู เลียกู 3
“ลูกสวาด มึงฟังกูให้ดี จำให้มั่น กูเจาะรูไว้แล้ว ข้างในมีตะไคร่สีมาจากอุโบสถวัดช้างไห้ ให้มึงขัดขี้ไคลมึงใส่เข้าไปด้านในอุดด้วยขี้ผึ้ง จากนั้นมึงกลืนลงท้อง พอวันพรุ่งเมื่อมึงขี้จงนำมันออกมาจากกองแล้วล้างให้สะอาด นำไปเผาไฟจนมันดำเป็นถ่านบดให้ละเอียดแล้วนำไปเสกตามนี้ ‘โอมจิตคิดถึงลำโพง กูจะเสกให้ช้างกินช้างก็ลืมโขลง กูจะเสกให้โขลงกินโขลงก็ลืมไพร ขุนเดชอยู่มิได้ร้องไห้มาหากู โอมสวาหะ’ มึงท่องเสกคาถานี้ให้ได้ครบสามเสาร์แล้วนำไปใส่อาหารให้ขุนเดชกิน”
เดือนรับลูกสวาดไปใจยังมึนงง จ้องหน้าพ่อครูเสือจนท่านเกือบถีบหน้า
“อีห่า! มึงนี่ยังเด็กนัก แม่มึงก็ช่างกระไรจักจับมึงเป็นเมียขุนเดชท่าเดียว”
เดือนหลบเท้าที่ถีบลงมาได้ทันนั่งก้มหน้าหมอบกับพื้น
“ฟังกูให้ดี ขุนเดชมันเก่งกาจวิชานัก เมื่อมันกินลูกสวาดนี่แล้วจักยังไม่หลงมึง หากแต่จักมองเห็นมึง โหยหามึง อยากจักเสพกามสังวาสมึง”
พ่อครูเอาปลักขิกอันใหญ่พาดมาบนไหล่ทำให้เดือนเงยหน้ามองพ่อครูเสือ จึงเห็นห่อสมุนไพรที่พ่อครูเสือยื่นมาให้จึงรับไว้
“อย่างขุนเดชต้องใช้หลายขนานนัก หลังจากมึงให้ขุนเดชกินลูกสวาด วันเสพสังวาสคราแรก มึงเอาสมุนไพรใส่หม้อข้าวหุงฟืน แล้วขึ้นไปยืนคร่อมให้ผ้านุ่งมึงคลุมจนมิด จนควันพุ่งขึ้นรูมึง รอจนน้ำเงี่ยนน้ำเหงื่อมึงออกหยดลงในหม้อสมุนไพร แล้วมึงเก็บหยดน้ำไว้ จากนั้นมึงต้องเอาน้ำป้ายตรงรูมึงให้ขุนเดชเลีย มึงจำให้มั่น มึงต้องให้ขุนเดชเลียรูมึงให้ได้โดยที่ยังไม่ทันได้ลงอาคมกันเสน่ห์ยาแฝด มึงเข้าใจหรือไม่ คืนเสพสังวาสคราแรก มึงจักต้องทำให้ขุนเดชเลียรูมึงก่อนท่องอาคม จากนั้นเสน่ห์ยาแฝดจึงจักได้ผลชงักนัก หลังจากที่ขุนเดชติดรสวาทมึงแล้วให้กลับมาหากูอีกคราเพื่อขึ้นครู รับรองมึงไปสำนักใดก็ไม่เหมือนกู ฮ่า ฮ่า”
เสียงหัวเราะของพ่อครูเสือดังก้องกังวาลทั่วป่าไพรจนแม่คล้ายที่นั่งคอยด้านนอกสะดุ้งสุดตัว
“มึงว่ากระไรนะอีช้อย”
“อีบัวเจ้าค่ะ ท่านขุนเดชเรียกให้ขึ้นรับใช้ในอีกสองวันแล้วเจ้าค่ะ”
พลับพลึงเมียรองลูกพ่อค้าพาณิชย์ใหญ่ของเมืองผุดลุกจากตั่งนั่งทันควันเมื่อได้ยิน
“มันเป็นไปอย่างอย่างไร ขุนเดชท่านไม่เอาบ่าวในเรือน”
“นั่นสิเจ้าคะ ลือกันว่าอีเดือนมันทั้งยังเด็กทั้งสาวสวยยิ่งนัก นี่อีช้อยไม่ได้เห็นมันมานานแรมปี เลยไม่รู้ว่ามันหน้าตาเป็นเยี่ยงไร”
“แล้วนี่กูจะทำเช่นไร เมียคุณพี่ที่ตกแต่งผูกข้อมือก็มีอยู่แล้วถึงสี่คน แบ่งวันกันยังไม่ลงตัว ถ้าขืนมีอีเดือนมาอีกคน กูมาก่อนเขามิแย่หรือ?”
ร่างอวบของแม่พลับพลึงเดินไปยังหน้าต่างห้องนอนมองลอดออกไปยังเรือนใหญ่ตั้งห่างไปเพียงเดินไม่ถึงร้อยก้าว หากแต่ขุนเดชยังมิใคร่มาเรือนนี้บ่อยนัก
“เมื่อกี้มึงว่าอีเดือนหน้าตาสะสวยใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ ลือว่าผิวขาวราวหยวก”
“มึงไปตามมันมา กูอยากเห็นหน้ามันเสียหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
อีช้อยรีบคลานเข่าวออกจากห้องเดิมแกมวิ่งออกจากเรือนไปตามคำสั่งของนายหญิงที่มันติดตามมาตั้งแต่ออกเรือน
เพียงไม่นานนักพลับพลึงจึงได้ยินเสียงคนสองสามคนเดินกลับมาจึงรีบออกไปชานเรือนนั่งรอบนตั่งยกขาพับเพียบเรียบร้อยให้ดูข่มมากบารมี
เด็กสาวกำลังคลานเข่าเข้ามาจากโถงหน้าบันไดกระทั่งเข้ามาใกล้ตั่งนั่ง
“มึงหรือคืออีเดือน”
“เจ้าค่ะ”
เสียงเล็กสั่นเล็กน้อยก้มหน้างุด มองผิวพรรณขาวราวหยวกจริงดั่งคำลือ อวบอิ่มแม้ยังไม่เต่งตึงล้นมือ แต่ความสดใหม่อาจทำให้ขุนเดชหลงหัวปรักหัวปรำได้โดยง่าย
“มึงเงยหน้าขึ้น”
เดือนชำเลืองมองอีช้อยนั่งทำหน้าขมึงทึ้งใส่ก่อนจะค่อยเงยหน้าขึ้นจากตัก แต่ไม่กล้าสบตา มองเพียงผ้ากระโจมสีชมพูเข้มตรงหน้าเท่านั้น
พลับพลึงพลันผงะเมื่อได้ผลโฉมอีเดือนชัดแจ้งเต็มสองตา ดวงหน้าอิ่มน้ำเต็ม แก้มทั้งสองข้างฝาดด้วยสีชมพูอย่างเด็กสาว ริมฝีปากไม่กระจับหากแต่กว้างยิ่งดูหน้าเสน่หายิ่งนัก ดวงตากลมโต
“มะ มึงมีระดูหรือยังอีเดือน”
“เจ้าค่ะ”
“ตั้งแต่เมื่อใด”
“ไม่นานนักเจ้าค่ะ เมื่อต้นปี”
ต้นปี!!
“มึงยังอายุน้อยเพียงนี้ แม่มึงคิดกระไรถึงได้ให้มึงมาทำบัดสี!!”
เสียงตะวาดทำให้เดือนรีบก้มหน้างุดลงตัวสั่นด้วยความกลัว พลับพลึงผุดลุกจากตั่งนั่งเดินตรงมาทางอีเดือนกระชากผมเด็กสาวขึ้น
“อีช้อยเปลื้องผ้ามันออก!!”
“อย่าเจ้าค่ะ เดือนกลัวแล้ว”
เสียงสั่นเครือไม่ได้ทำให้พลับพลึงสงสารแม้แต่น้อย ยิ่งโหมไฟโทสะในกายลุกโชน กระชากผมจนอีเดือนต้องโหย่งร่างขึ้นจากพื้นเรือนก้นลอยสูง
อีช้อยได้จังหวะรีบกระตุกผ้ากระโจมอกออกจนหลุดรุ่ยร่วงหล่นพื้น
พลับพลึงกวาดตาตะลึงมองนมเต่งตึงซ่อนรูป ทั้งกลมกลึง ทั้งใหญ่โต หัวนมป้านใหญ่สีชมพูแต่หัวนมมันเล็กนัก
“อีช้อย เปลื้องผ้านุ่ง!!”
“อย่าเจ้าค่ะ เดือนกลัวแล้ว กลัวแล้ว”
อีเดือนยกมือไหว้ประลก ๆ ตัวสั่นงันงก อีช้อยยิ่งหัวเราะตรงเข้าไปกระชากผ้านุ่งออกร่วงกลมกรอมเท้า
“อีห่า อีเดือน มึงเด็กป่านนี้ ขนมึงยังแทบไม่มี”
พลับพลึงสะบัดมืออย่างแรงจนเดือนกระเด็นล้มลง จากนั้นก้าวเท้าเข้าหาใช้เท้าเขี่ยข้อเท้าแล้วเหยียบลงจมพื้น
“อีช้อย จับมันถ่างขา”
ข้าทาสผู้ซื่อสัตย์รีบตรงเข้าจับข้อเท้าอีกข้างถ่างออกกว้างจนมองเห็นทุกสิ่ง ยิ่งพาให้พลับพลึงลุกโชนด้วยโทสะ ทั้งโกรธ ทั้งกลัว
“มึงแหวกร่องมัน!!”
เสียงร้องโหยหวนของอีเดือนดังลั่นเรือนเมื่ออีช้อยให้มือแหวกร่องอวบอูมจนกว้าง ตาเด็กสาวมองไม้ในมือคุณพลับพลึง ยิ่งพาลสั่นกลัวไปถึงข้างในจนสะท้านทั้งร่าง
“กูจะทำให้มึงรับใช้คุณพี่กูไม่ได้ อีเดือน”
อีเดือนพยายามดิ้นรนพลันมีข้าทาสอีกคนตรงเข้ามากดหัวไหล่ไว้
“คุณท่านเจ้าขา อย่าเจ้าค่ะ เดือนกลัวแล้ว เดือน เดือนจักหนีออกไป เดือนไม่กล้าเจ้าค่ะ”
น้ำตาเด็กสาวรินไหล กลัวตัวสั่นมองไม้ยาวในมือคุณพลับพลึงด้วยตาเบิกโพลง
